แนวทางการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

 

            เมล็ดพันธุ์ข้าวไรซ์เบอร์รี่เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ปลูกด้วยระบบเกษตรอินทรีย์แท้ (Organic agriculture หรือ Organic Farming) ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ใช้สารเคมีในทุกขั้นตอนการผลิต ดังนั้นเมล็ดพันธุ์ข้าวไรซ์เบอร์รี่จะมีลักษณะภายนอกที่แตกต่างจากข้าวชนิดทั่วไปที่ปลูกด้วยระบบเคมี ซึ่งเมล็ดพันธุ์ข้าวจะมีลักษณะเมล็ดที่ดูแล้ว สมบูรณ์และแข็ง มากกว่า แต่คุณภาพในการเป็นเมล็ดพันธุ์นั้นเท่ากัน ในด้านของการเพาะปลูกนั้นจึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยจะต้องมีการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดมากกว่าข้าวที่ใช้สารเคมีทั่วไป เพราะข้าวที่ปลูกด้วยระบบเกษตรอินทรีย์จะมีความอ่อนแอในช่วงแรกของการเจริญเติบโต ทั้งนี้กรรมวิธีการปลูกข้าวด้วยระบบเกษตรอินทรีย์จะมีขั้นตอนที่แตกต่างจากการปลูกข้าวโดยทั่วไปดังนี้

 

แนวทางในการปฏิบัติที่ดี

 

ก่อนนำข้าวไปปลูกมีวิธีการเตรียมดังนี้

  • นำเมล็ดพันธุ์ข้าวไรซ์เบอร์รี่แช่ในสารละลายเกลือ (อัตราความเข้มข้น เกลือ 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 50 ลิตร) กวนข้าวที่อยู่ด้านล่างขึ้นมาเพื่อให้เมล็ดลีบที่อยู่ด้านล่างลอยขึ้น จากนั้นตั้งทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที เพื่อปล่อยให้เมล็ดข้าวจมลง และตักส่วนที่ลอยน้ำทิ้ง (เพื่อล้างเกลือออกจากเมล็ดเพราะเกลือจะทำให้ข้าวไม่งอก)
  • นำส่วนที่จมน้ำมาล้างด้วยน้ำสะอาด 2-3 ครั้ง กวนให้ทั่ว ประมาณ 10 นาที และแช่น้ำต่อประมาณ 12 ชั่วโมง
  • นำเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผ่านการแช่น้ำแล้วมาแช่ต่อในไตรโคเดอร์มา (เชื้อสด 1 กิโลกรัมล้างด้วยน้ำสะอาด 200 ลิตร เอาเฉพาะน้ำสปอร์สีเขียว แล้วนำกากข้าวทิ้ง) แช่เมล็ดพันธุ์ข้าวนานประมาณ 30 นาที  หรือนำเมล็ดพันธุ์แช่สารละลายจุนสี (คอปเปอร์ซัลเฟต) อัตราส่วน 1 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร เป็นเวลา 20 นาที แล้วล้างด้วยน้ำก่อนนำไปปลูก
  • จากนั้นนำมาบ่มและให้ความชื้น ประมาณ 2-3 วัน (หรือข้าวเริ่มงอก) ก่อนนำไปตกกล้า แนะนำให้หาวัสดุที่มีการระบายน้ำและความชื้นที่สะดวก เช่น ผ้า ตะข่ายสีฟ้า ตะกร้า เพื่อป้องกันการเน่าของเมล็ดซึ่งเป็นสาเหตุให้ข้าวไม่งอก

 

การปักดำหรือนาโยน

  • เพื่อสะดวกในการดํานาก่อนการปักดํา 1 อาทิตย์ ควรปล่อยน้ำเข้าแปลงเพื่อให้ดินนุ่ม เมื่อจะปักดําอาจระบายน้ำออกให้เหลือประมาณ 10 เซนติเมตร
  • ใช้ต้นกล้าข้าวไรซ์เบอร์รี่อายุประมาณ 21 วัน
  • เมื่อปักดำต้องมีน้ำเพียงพอในแปลงนา คือประมาณ 10 ซม. แต่ไม่น้อยกว่า 5-7 ซม. และไม่เกิน 30 ซม. หรือสูงเกินต้นกล้าที่ปักดำอาจลอยน้ำได้
  • ระยะห่างของการปักดำคือ 25×25 ซม. หรือ 30×30 ซม. ขึ้นอยู่กับพื้นที่ดินถ้าดินดีควรดำห่างเพื่อป้องกันไม่ให้ต้นข้าวล้มทับกัน
  • การจับต้นกล้าสําหรับปักดํา ถ้าเป็นต้นกล้าแก่ให้จับ 1-2 ต้น
  • ควรปักดําให้รากจมดินประมาณ 2-3 ซม. ถ้าปักดําลึกจะทําให้ต้นข้าวแตกกอช้า แต่ถ้าปักดําตื้นต้นข้าวจะลอยน้ำ
  • ควรปักดําให้เป็นแถว เพื่อง่ายต่อการดูแลและการกําจัดแมลงและโรค

 

 

ปัญหาและแนวทางการแก้ไขในการเพาะกล้าไรซ์เบอร์รี่

 

  1. เมล็ดพันธุ์เพาะข้าวที่ได้รับมีลักษณะเมล็ดที่เบาและเมื่อนำไปแช่น้ำพบว่ามีข้าวลอยค่อนข้างมาก ซึ่งทำให้เข้าใจว่าเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้รับไม่มีคุณภาพ

 

แนวทางในการแก้ไข

ปัญหาเมล็ดข้าวดูไม่สมบูรณ์นั้นเกิดจากข้าวของทางศูนย์วิทยาศาสตร์เป็นข้าวอินทรีย์  จึงทำให้เมล็ดพันธุ์ข้าวมีลักษณะที่ไม่สมบูรณ์เท่ากับเมล็ดข้าวที่ปลูกด้วยระบบเคมี จากการตรวจสอบก่อนส่งเมล็ดพันธุ์ให้กับเกษตรกรทางศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าวได้ทำการทดสอบหาเปอร์เซ็นต์การงอกพบว่ามีการงอกที่ดี (มากกว่า 85 เปอร์เซ็นต์) เมื่อเกษตรกรได้รับเมล็ดพันธุ์ข้าว ควรแช่น้ำประมาณ 20 นาทีและทำการคนข้าวที่แช่เพื่อให้เมล็ดข้าวลีบที่อยู่ด้านล่างลอยขึ้นมาและเป็นการทำให้ข้าวบางเมล็ดที่มีเปอร์เซ็นต์การงอกที่ดีแต่เมล็ดมีน้ำหนักเบาจมลง เพื่อให้ได้ข้าวที่สมบูรณ์ที่จะนำไปเพาะต่อไป

 

  1. การแช่และบ่มเมล็ดพันธุ์ข้าว พบว่ามีการแช่เมล็ดพันธุ์เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ทำให้ข้าวไม่งอกและมีกลิ่นที่ค่อนข้างเหม็นและเกษตรกรบางรายมีการบ่มข้าวในวัสดุที่มีการถ่ายเทของน้ำและอากาศไม่สะดวก เช่น การบ่มในกระสอบข้าวซึ่งจะทำให้เมล็ดพันธุ์เกิดความชื้นที่เกินไปและทำให้เกิดการหมักของข้าวทำให้มีกลิ่นเหม็นบวกกับการทับถมของเมล็ดข้าวที่มากจนเกินไปทำให้ข้าวเกิดความร้อนและเป็นสาเหตุทำให้เมล็ดพันธุ์ไม่งอก

 

แนวทางในการแก้ไข

เมล็ดพันธุ์ที่ทางศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าวจัดหาให้นั้นเป็นข้าวอินทรีย์ที่ปลูกด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ จึงทำให้ความคงทนต่อสภาพแวดล้อมต่ำกว่าข้าวพันธุ์อื่นทั่วไป เช่น การแช่น้ำที่นานเกินกว่า 12 ชั่วโมง จะทำให้ข้าวมีเปอร์เซ็นต์การงอกที่ต่ำและร่วมกับการบ่มเมล็ดพันธุ์ในกระสอบหรือในภาชนะที่ระบายน้ำได้ไม่ดีเท่าที่ควร (เมล็ดพันธุ์แฉะ) อาจเป็นแหล่งรวมของเชื้อโรคจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เมล็ดพันธุ์ข้าวไม่งอก ดังนั้นในการแช่เมล็ดพันธุ์ข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่ดีควรใช้ ถุงตาข่ายสีฟ้าในการแช่และบ่มเมล็ดพันธุ์ซึ่งจะทำให้มีการระบายน้ำที่ดี และในการแช่เมล็ดพันธุ์นั้นควรที่จะแช่ในที่ร่มเพื่อหลีกเลี่ยงแสงแดดเพราะจะทำให้ข้าวร้อนและสุกซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ข้าวไม่งอกเช่นกัน ในส่วนของการบ่มควรเลือกวัสดุที่นำมาบ่มเมล็ดพันธุ์ควรมีคุณลักษณะที่ถ่ายเทน้ำ ความชื้น และอุณหภูมิ เช่น ตาข่ายฟ้า ตะกร้าที่มีช่องระบายขนาดเล็ก และคอยตรวจสอบสภาพความชื้นให้มีความเหมาะสมอยู่ตลอดเวลา ไม่ให้ชื้นหรือแห้งจนเกินไป หากเมล็ดพันธุ์เริ่มมีกลิ่นเหม็น ควรนำมาตากแดดเพื่อไล่ความชื้นออกโดยตากไว้ประมาณ 15-20 นาที หรือจนกว่าความชื้นของเมล็ดข้าวจะอยู่ในระดับที่เหมาะสม หากตรวจพบว่าเมล็ดข้าวที่บ่มแห้งเกินไปควรเพิ่มความชื้นโดยการรดน้ำ การเลือกพื้นที่การบ่มข้าวควรเลือกที่ร่มและมีการถ่ายเทของอากาศ น้ำ ที่สะดวกไม่ทำให้เกิดการขังของน้ำในบริเวณที่ทำการบ่มข้าว

 

  1. การเพาะกล้า พบว่าในระบบการปักดำด้วยเครื่องจะพบเชื้อราเกิดขึ้นเป็นกลุ่มๆหลังจากเพาะงอกในขั้นตอนที่ 2 แล้ว

 

แนวทางการแก้ไขปัญหา

พบว่าวัสดุที่ใช้ในการเพาะกล้ามีการปนเปื้อนของเชื้อโรค เช่นการใช้ถาดเพาะกล้าที่ใช้ซ้ำกันเป็นเวลานานหรือการใช้ขี้เถ้าแกลบในการเพาะเมล็ดซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดเชื้อรา รวมไปถึงความชื้นในถาดเพาะที่มีมากเกินไปทำให้เชื้อราสามารถแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว การวางถาดเพาะซ้อนทับกันเป็นชั้นในปริมาณที่สูงเกินไปก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้การถ่ายเทอากาศและความชื้นไม่สะดวกจึงเป็นสาเหตุในการเกิดโรคและข้าวไรซ์เบอร์รี่เป็นข้าวที่มีสารอาหารค่อนข้างสูงจึงไปช่วยเสริมให้เกิดเชื้อราได้ดีกว่าข้าวชนิดอื่นดังนั้นจึงควรทำความสะอาดถาดเพาะกล้าก่อนจะนำไปเพาะเมล็ดพันธุ์และเมื่อเสร็จสิ้นการเพาะกล้าควรทำความสะอาดอีกครั้งก่อนเก็บรักษาเพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อโรค ส่วนขี้เถ้าแกลบที่จะนำมาใช้ในการเพาะกล้าควรที่จะนำมาผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อก่อนโดยสามารถทำได้ 2 วิธีคือ

1. การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาเพื่อป้องกันเกิดโรคจากเชื้อราที่ปนเปื้อนมากับขี้เถ้าแกลบ เช่น การตากขี้เถ้าแกลบเป็นเวลาประมาณ 1-2 วัน จากนั้นนำขี้เถ้าแกลบลงไปแช่น้ำที่ผสมเชื้อราไตรโคเดอร์มา อัตตราส่วน 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 100 ลิตร เป็นเวลาประมาณ 20-30 นาที และเทน้ำทิ้งจากนั้นจึงสามารถนำไปเพาะกล้าได้ต่อไป

2. การใช้สารคอปเปอร์ซันเฟต โดยป็นสารที่สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ได้รับรองว่าสามารถใช้ได้ในการปลูกข้าวระบบเกษตรอินทรีย์ โดยทำการฉีดพ่น อัตราส่วน 19 กรัม ต่อน้ำ 18 ลิตร

 

 

 

 

ข้อมูลเพิ่มเติม


 

ภาพและข้อมูลจาก กรมการข้าว
http://www.brrd.in.th

ภาพโรคกล้าเน่าในกระบะเพาะ

สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Curvularia lunata (Wakk.) Board. 
Helminthosporium oryzae Breda de haan

 

 

อาการของโรค

เริ่มพบอาการได้ในระยะหลังจากการตกกล้าข้าวในกระบะเพาะ โดยจะเริ่มพบเมล็ดข้าวบางส่วนที่เพาะไม่งอกและมีเส้นใยของเชื้อราปกคลุมส่วนเมล็ดที่งอก ต้นกล้าจะมีการเจริญเติบโตช้ากว่าต้นกล้าข้าวปกติ และเมื่อถอนต้นกล้าข้าวขึ้นมาดู ก็จะพบ ส่วนรากและโคนต้นกล้ามีแผลสีน้ำตาล และแผลที่เกิดบนโคนต้นจะลุกลามขึ้น ไปยังส่วนบนของต้นกล้าทำให้ต้นกล้าเน่าตาย ในขณะเดียวกันเชื้อราสาเหตุของโรคจะขยายจากจุดเริ่มต้นที่เป็นโรคออกไปบริเวณโดยรอบไปยังต้นกล้าข้างเคียง ในกรณีที่ตกกล้าหนาแน่น เชื้อราสาเหตุของโรคสามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆของกระบะ เพาะได้อย่างรวดเร็ว ต่อจากนั้นก็จะพบอาการตายของต้นกล้าข้าวเป็นหย่อมๆ กรณีที่เป็นโรคในกระบะ กล้ารุนแรงทำให้ไม่สามารถนำต้นกล้าข้าวนั้นไปใช้ปักดำได้

 

การป้องกันกำจัด

   ในการทำความสะอาดภาชนะสำหรับการเพาะปลูกกล้าข้าวเพื่อให้ปราศจากโรคราหลุมสาเหตุสำคัญในการเพาะกล้าข้าวไรซ์เบอร์รี่สามารถทำได้หลายวิธีด้วยกัน ดังนี้คือ

1. การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาเพื่อป้องกันเกิดโรคจากเชื้อราที่ปนเปื้อนมากับขี้เถ้าแกลบ เช่น การตากขี้เถ้าแกลบเป็นเวลาประมาณ 1-2 วัน จากนั้นนำขี้เถ้าแกลบลงไปแช่น้ำที่ผสมเชื้อราไตรโคเดอร์มา อัตตราส่วน 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 100 ลิตร เป็นเวลาประมาณ 20-30 นาที และเทน้ำทิ้งจากนั้นจึงสามารถนำไปเพาะกล้าได้ต่อไป

2. การใช้สารคอปเปอร์ซันเฟต โดยป็นสารที่สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ได้รับรองว่าสามารถใช้ได้ในการปลูกข้าวระบบเกษตรอินทรีย์ โดยทำการฉีดพ่น อัตราส่วน 19 กรัม ต่อน้ำ 18 ลิตร ฉีดพ่นในแปลงที่ทำการตกกล้าข้าว และแปลงที่จะปลูกข้าว

3. ใช้โซดาไฟ ในการทำความสะอาด โดย ผสมน้ำราดในวัสดุและอุปกรณ์การเพาะอัตราการใช้ อัตราส่วน โซดาไฟ 1 กิโลกรัมผสมน้ำ 200 ลิตร (ที่มา การจัดการความรู้กรมหม่อนไหม 2554)

4. นำขี้เถ้าแกลบหรือภาชนะเพาะกล้าลวกในน้ำร้อนที่มีอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส (น้ำเดือด)

5. เผาทำลายต้นกล้าข้าวที่เป็นโรคเน่าตายในกระบะเพาะ

 

หมายเหตุ

ภายในแปลงตกกล้าหรือแปลงที่จะวางถาดเพาะกล้าควรใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา หรือสารคอปเปอร์ซัลเฟตเพื่อกำจัดเชื้อที่อยู่ในแปลง อัตราส่วนการใช้ตามข้างต้นที่กล่าวมาแล้ว

 

ที่มา : กรมการข้าว
 
ww.brrd.in.th/rkb/disease%20and%20insect/index.php-file=content.php&id=131.htm

 

 

 

 

 

 

 

 © Riceberry  Valley 2015